CameraEyes Community
12 ธันวาคม 2019, 11:37:08 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
 HOME  forum   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เที่ยวถ่ายรูปวัด ปี 2558  (อ่าน 29920 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
พิพัฒน์
curator
Hero Member
*****

แต้มคะแนน... 2016
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2303


Photo Rangsit รุ่น 0


« ตอบ #40 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2015, 05:16:13 AM »

เท่าที่ทราบ
ศาลาสำราญมุขมาตย์ ไม่ใช่ฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ครับ

ขอบคุณครับอาจารย์ (ผมก๊อปมาจากที่เค้าบอกไว้)

แล้วท่านใดเป็นคนสร้างครับ จะได้แก้ไข ?

ดูจากรูปแบบแล้ว ผมเดาว่าเป็นผลงานสมัยรัชกาลที่หกครับ ลายมือเดียวกับที่พระราชวังพญาไทพวกนั้น
ที่จริงแล้ว ไม่ใช่งานสถาปัตยกรรมที่ดีเด่นอะไรนัก งานตกแต่งบิดเบือนสาระทางสถาปัตยกรรมไปหมด
สวยแบบฉาบฉวย

งานออกแบบศาลาในลักษณะนี้ ที่อาจจะเป็นฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ นริศฯ (ไม่มีหลักฐานชัดเจน)
คือศาลาดนตรีที่ศิลปากร

บันทึกการเข้า
พิพัฒน์
curator
Hero Member
*****

แต้มคะแนน... 2016
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2303


Photo Rangsit รุ่น 0


« ตอบ #41 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2015, 09:45:44 AM »

ที่จริงเราน่าจะจัดรายการ
ถ่ายงานสถาปัตยกรรมฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ นริศ

วัดราชา
วัดเบญจ
พระปฐมเจดีย์
ซุ้มประตูวังท่าพระ

ฯลฯ
--------------
http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:KyLb8gH-yKwJ:www.thaipost.net/node/37894+&cd=1&hl=en&ct=clnk&gl=th
คอลัมน์

Sunday, 1 May, 2011 - 00:00
บังอบายเบิกฟ้า สมเด็จครูช่างอันยากหา

  ผู้เขียนเห็นจะเป็นพวกอำมาตย์ที่ต้องสรรเสริญเจ้าพระองค์หนึ่ง เท่าๆ กับใคร่เชิญชวนให้คนไทยประจักษ์และซาบซึ้งในผลงานของพระองค์ท่าน เพื่อเชิดชูภูมิปัญญาของเราเอง เนื่องในวันระลึกถึงวันพระประสูติ
 มิใช่เพียงฝรั่งเขายกย่องว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก เลยต้องเห็นดีเห็นงามตามฝรั่ง
 พระองค์ที่ใคร่กล่าวถึงนี้คือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (28 เมษายน 2406 - 10 มีนาคม 2490)
 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับหม่อมเจ้าหญิงพรรณราย มีพระเชษฐภคินีร่วมครรโภทร คือ พระองค์เจ้าหญิงกรรณิกาแก้ว หลังจากประสูติได้รับพระราชทานนามว่า พระองค์เจ้าจิตรเจริญ เมื่อเจริญพระชันษาได้ 5 พรรษา รัชกาลที่ 4 ก็เสด็จสวรรคต จากนั้นจึงรับพระบรมราชานุเคราะห์จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระเชษฐาทรงชุบเลี้ยงต่อไป
 ทรงเริ่มการศึกษาในพระบรมมหาราชวังเป็นเบื้องต้น แล้วมาต่อที่โรงเรียนทหารมหาดเล็ก มีพระทัยจดจ่อกับงานศิลปะ จึงรับสนองพระมหากรุณาธิคุณโปรดให้เขียนรูปถวายอยู่เนืองๆ พระชันษา 13 พรรษา ทรงผนวชเป็นสามเณรประทับยังวัดบวรฯ เมื่อทรงลาผนวชแล้วทรงศึกษาวิชาทหารและรับราชการทหาร ต่อมาลุปี พ.ศ.2423 ใกล้ร้อยปีกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงเป็นนายช่างอำนวยการซ่อมหอพระ ขณะมีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา ก็สนองพระมหากรุณาธิคุณเป็นที่เรียบร้อย ครั้น 20 พรรษา รับพระราชทานวังท่าพระให้เป็นที่ประทับ
 ปี พ.ศ.2427 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ว่ากันว่าก่อนทรงผนวชได้ทรงทำพินัยกรรมสละพระทรัพย์ของพระองค์ราวกับจะไม่ลาสิกขา เมื่อทรงผนวชแล้วไม่ทรงกังวลและติดยึดใดๆ ทำท่าจะไม่ลาสิกขา ร้อนถึงรัชกาลที่ 5 ต้องเสด็จฯ ยังวัดบวรฯ เพื่อทรงอาราธนาให้สึก "ขอให้สึกออกมาช่วยกันทำราชการ" พ.ศ.2428 ทรงกรมครั้งแรกเป็นกรมขุน พ.ศ.2430 ทรงรับราชการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้า คือ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์
 เมื่อตั้งกรมโยธาธิการ พ.ศ.2404 ทรงเป็นเสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวง เป็นมูลเหตุให้เจ้านายพี่น้องทรงล้อโดยเรียกกันว่า "นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" ภายหลังเป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลัง เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมยุทธนาการ ผู้บัญชาการทหารเรือ แล้วเสด็จกลับมาเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ต่อมาเป็นเสนาบดีกระทรวงวัง จากความชำนาญการช่างและศิลปะหลายแขนง เมื่อเลื่อนกรมสูงขึ้น พระนามกรมที่รับพระราชทานจึงประกาศถึงความชำนาญปรีชาในทางศิลปะ ในที่สุดรับพระราชทานเลื่อนกรมสูงสุด เป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาฯ
 ผลงานฝีพระหัตถ์ ทางช่างทรงเป็นเอกในการออกแบบงานมัณฑนศิลป์ เช่น พัด เครื่องสังเค็ด เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฯลฯ ในทางจิตรกรรมฝีพระหัตถ์มีภาพสีน้ำมันประกอบพระราชพงศาวดารภาพลายเส้น งานประติมากรรม ทรงออกแบบพระบรมรูปหล่อรัชกาลที่ 1 เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ปั้นขยายแบบ นอกจากนี้ทรงออกแบบพระพุทธรูปไสยาสน์ วัดราชาธิวาส เป็นต้น ในทางดนตรีทรงพระนิพนธ์เพลงเขมรไทรโยค เช่นเดียวกันในทางละครที่ทรงริเริ่มละครดึกดำบรรพ์ ในทางสถาปัตยกรรมได้ทรงออกแบบพระเมรุมาศ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร เป็นต้น
 ความที่ทรงเป็นผู้รอบรู้และสามารถทางศิลปะอย่างรอบด้านนี้ ถึงกระนั้นในทางส่วนพระองค์กลับไม่โปรดคำว่าศิลปิน โดยเฉพาะใครจะนำมาใช้กับพระองค์ เพราะทรงเห็นว่าศิลปินเป็นผู้เขียนรูปคนแก้ผ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ปวารณาตนเป็นศิษย์ จึงเรียกพระองค์ว่าสมเด็จครูบ้าง สมเด็จบรมครูช่างบ้าง เป็นการถูกต้องแล้ว
 และใช่ว่าทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามเท่านั้น ยังทรงเป็นปราชญ์ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีด้วย พระนิพนธ์สำคัญคือพระหัตถเลขาที่มีไปมาระหว่างพระองค์กับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
 การเข้าถึงผลงานพระองค์ทางทัศนศิลป์ก็ไม่เป็นการยาก เพียงทอดทัศนาพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร หรือชมพระพุทธไสยาสน์วัดราชาธิวาสที่งดงาม เป็นต้น แต่ถ้าต้องการเข้าถึงวรรณกรรมพระนิพนธ์สำคัญ คงต้องอาศัยความอุตสาหะในการศึกษาพระนิพนธ์สาส์นสมเด็จ ที่ทรงมีพระหัตถเลขาไปมากับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
 สาส์นสมเด็จ เป็นหนึ่งในร้อยเล่มของหนังสือดี 100 เล่ม ที่งานวิจัยสารานุกรมแนะนำหนังสือดี (ทุนวิจัย กว.) แนะนำว่าคนไทยควรอ่าน
 สาส์นสมเด็จ เคยมีสำนักพิมพ์แพร่พิทยาจัดพิมพ์มาก่อนแต่ไม่สมบูรณ์ ต่อมาองค์การค้าคุรุสภาได้พิมพ์ขึ้นครบถ้วนรวม 26 เล่ม และมีเล่ม 27 เป็นสารบัญค้นเรื่อง ทั้งนี้จัดทำโดยอาจารย์ยิ้ม ปัณฑยางกูร ซึ่งเป็นผู้รู้ท่านหนึ่ง
 คุรุสภาเริ่มพิมพ์สาส์นสมเด็จเมื่อ พ.ศ.2505 เป็นชุดปกแข็งกับชุดปกอ่อน ส่วนการลำดับเรื่องก็ลำดับตามวันเวลาแห่งพระหัตถเลขา ซึ่งเริ่มจากพระหัตถเลขาสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉบับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2457 เพื่อ "ขอบพระคุณ" สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงร่วมแสดงอาลัยในการสิ้นพระชนม์ของพระมารดาในสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศฯ และทูลขอให้เป็นธุระ "สร้างหนังสือแจกงานเมรุ"
 สาส์นสมเด็จทั้ง 26 เล่มที่องค์การค้าคุรุสภาจัดพิมพ์ จะว่าเป็นการรวบรวมพระนิพนธ์ของเจ้านายสองพระองค์ที่ครบถ้วนยังไม่ได้ เพราะผลทางการเมืองไทยจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ทำให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ บิดาแห่งมหาดไทย ต้องเสด็จลี้ภัยทางการเมืองออกไปนอกประเทศ ความในพระนิพนธ์ที่มีต่อกันนั้น ทางพระทายาทจึงไม่เห็นสมควรให้พิมพ์โดยเปิดเผย ครั้นบ้านเมืองเปลี่ยนไป ผู้มีอำนาจเปลี่ยนไป จึงนำพระหัตถเลขาที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนออกพิมพ์เผยแพร่
 สาส์นสมเด็จส่วนนี้เรียกว่า สาส์นสมเด็จฉบับที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ พ.ศ.2475 จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดา พิมพ์เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ วันที่ 21 มิถุนายน 2533 การจัดพิมพ์ทำอย่างมีคุณภาพ พิมพ์ขาว-ดำ มีภาพประกอบ ขนาดรูปเล่ม 21x28.5 เซนติเมตร จำนวน 170 หน้า ปกอ่อน ส่วนการลำดับเรื่องก็นำเสนอพระหัตถเลขาตามลำดับวันที่ ในการจัดพิมพ์นี้มีเชิงอรรถและบรรณานุกรม ขนาดรูปเล่มใหญ่กว่าฉบับพิมพ์ขององค์การค้าคุรุสภา
 อนึ่ง สาส์นสมเด็จฉบับที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ พ.ศ.2475 ได้มีการตีพิมพ์ซ้ำครั้งที่สอง ต่างโรงพิมพ์ต่างเวลา และคุณภาพการพิมพ์ต่ำกว่าฉบับพิมพ์เดิม เป็นการพิมพ์ด้วยกรรมวิธีถ่ายฟิล์มจากฉบับเดิม พิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองสมณศักดิ์ เจ้าคณะรองสมเด็จพระราชาคณะ พระวิสุทธาธิบดี อธิบดีสงฆ์วัดสุทัศนเทพวราราม (ขณะนั้น) โดยเรียงเพิ่มเติมด้วยเนื้อหาประวัติเจ้าคุณผู้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ภาพพัดยศ ตราตั้ง และการจัดพิมพ์มิได้ปฏิบัติตามระเบียบการบรรณาธิกรณ์ คือ ระบุการพิมพ์ครั้งที่เท่าไหร่ เมื่อชื่อหนังสือมีว่า "ฉบับที่ยังไม่เคยตีพิมพ์" ดังนั้น ผู้ไม่เคยทราบหรือเห็นฉบับพิมพ์ของมูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ มาก่อน ย่อมเข้าใจผิดโดยง่าย
 อย่างไรก็ตาม สำหรับฉบับที่ยังไม่เคยพิมพ์นี้มีข้อความในส่วนคำนำน่าสนใจว่า
 "เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะนั้น แม้จะทำให้สองพระองค์ทรงคับแค้นพระทัยอยู่บ้าง แต่ก็มิได้ทรงเคียดแค้นหรือทรงถือโกรธแต่ประการใด กลับทรงยึดถือแต่ความจงรักภักดีในพระบาทพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ตั้ง และทรงพยายามปรับปรุงพระองค์ให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่อย่างรวดเร็ว ข้อนี้น่าจะเป็นตัวอย่างแก่ผู้มีบุญในอดีต มีบุญในปัจจุบันและจะมีบุญต่อไปในอนาคต พึงสังวรไว้เป็นแบบอย่างบ้าง"
 ครับ
 งานพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ที่น่าศึกษา ยังมีอีกสองเล่มที่พิมพ์ในชื่อว่า "บันทึกความรู้ต่างๆ" เป็นงานที่สมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ ประทานความรู้แก่พระยาอนุมานราชธน
 พระนิพนธ์เจ้านายสองพระองค์ที่เกี่ยวกับท่านพระยาอนุมานราชธนยังมีอีกเล่ม แต่เป็นพระนิพนธ์จากลายพระหัตถ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงโต้ตอบพระยาอนุมานราชธน หนังสือนี้เมื่อจัดพิมพ์มีชื่อว่า "ให้พระยาอนุมานราชธน"
 สมเด็จบรมครูช่างเมื่อคราวออกแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร และทรงควบคุมการก่อสร้างนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตรแล้ว จึงมีพระราชปรารภว่า สมเด็จกรมนริศฯ ได้เข้าไปนั่งในหัวใจของฉันเสียแล้ว
 28 เมษายน เป็นวันคล้ายวันประสูติสมเด็จบรมครูช่าง-นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม.
บันทึกการเข้า
somchaisuriya
PHOTOGRAPHER
Administrator
Hero Member
*****

แต้มคะแนน... 6952
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6981


โฟโต้รังสิต รุ่น 1


เว็บไซต์
« ตอบ #42 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2015, 11:50:41 AM »

ที่จริงเราน่าจะจัดรายการ
ถ่ายงานสถาปัตยกรรมฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ นริศ

วัดราชา
วัดเบญจ
พระปฐมเจดีย์
ซุ้มประตูวังท่าพระ

ฯลฯ
--------------


น่าสนใจครับ  Grin
บันทึกการเข้า

อีเมล์ : somchaisuriya@gmail.com
สมชาย บนเฟซบุค  www.facebook.com/somchaisuriya
Somchai Gallery  , Somchai Multiply
somchaisuriya
PHOTOGRAPHER
Administrator
Hero Member
*****

แต้มคะแนน... 6952
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6981


โฟโต้รังสิต รุ่น 1


เว็บไซต์
« ตอบ #43 เมื่อ: 04 มีนาคม 2015, 05:49:29 AM »

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2558 ชาวคณะคาเมร่าอายส์ ไปเที่ยวอยุธยากันมาอีกครับ
คราวนี้ไปกัน 10 ท่าน

ไปเช้าวัดกุฎีดาว บ่ายไปวังจันทรเกษม วัดหน้าพระเมรุ จบเย็นที่วัดพระรามครับ
.
รูปจะโพสต์ไว้ในเฟซบุค แล้วลิงค์มาที่นี่นะครับ
.
.

.
"พระคันธารราฐ"
พระพุทธรูปแบบทวารวดีหินสีเขียวดำขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ในพระวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ อาณาจักอยุธยา
ขนาดหน้าตักกว้าง 1.70 เมตร สูง 5.20 เมตร
01-03-2015
Nikon D800E , 24 mm. shift
ย่อเหลือ 800 x 1200 พิกเซล

รูปนี้ต้องการถ่ายมุมระดับที่คนนั่งไหว้ เพราะพระเนตรท่านมองลงมา เลยตั้งกล้องต่ำแล้วใช้เลนส์ shift ช่วยแก้ตีฟที่ล้ม+มาใช้โฟโต้ชอปปรับเพิ่มอีกที
บันทึกการเข้า

อีเมล์ : somchaisuriya@gmail.com
สมชาย บนเฟซบุค  www.facebook.com/somchaisuriya
Somchai Gallery  , Somchai Multiply
somchaisuriya
PHOTOGRAPHER
Administrator
Hero Member
*****

แต้มคะแนน... 6952
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6981


โฟโต้รังสิต รุ่น 1


เว็บไซต์
« ตอบ #44 เมื่อ: 04 มีนาคม 2015, 05:51:34 AM »


.

"พระคันธารราฐ"
(ถ่ายครอปด้านบน)
พระพุทธรูปแบบทวารวดีหินสีเขียวดำขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ในพระวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ อาณาจักอยุธยา
.
01-03-2015
Nikon D800E , 85 mm. f/1.4
ถ่ายมุมต่ำระดับนั่งไหว้
ย่อเหลือ 960 x 1200 พิกเซล
บันทึกการเข้า

อีเมล์ : somchaisuriya@gmail.com
สมชาย บนเฟซบุค  www.facebook.com/somchaisuriya
Somchai Gallery  , Somchai Multiply
somchaisuriya
PHOTOGRAPHER
Administrator
Hero Member
*****

แต้มคะแนน... 6952
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6981


โฟโต้รังสิต รุ่น 1


เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 04 มีนาคม 2015, 05:53:01 AM »


.
"พระคันธารราฐ"
พระพุทธรูปแบบทวารวดีหินสีเขียวดำขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ในพระวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ อาณาจักอยุธยา
.
01-03-2015
Nikon D800E , 85 mm. f/1.4
ถ่ายมุมต่ำระดับนั่งไหว้
ครอปในโฟโต้ชอปจากภาพด้านบน เลนส์ 85 mm. เพื่อดูรายละเอียด
ย่อเหลือ 1200 x 1658 พิกเซล
บันทึกการเข้า

อีเมล์ : somchaisuriya@gmail.com
สมชาย บนเฟซบุค  www.facebook.com/somchaisuriya
Somchai Gallery  , Somchai Multiply
somchaisuriya
PHOTOGRAPHER
Administrator
Hero Member
*****

แต้มคะแนน... 6952
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6981


โฟโต้รังสิต รุ่น 1


เว็บไซต์
« ตอบ #46 เมื่อ: 04 มีนาคม 2015, 06:04:24 AM »

มีเพื่อนๆ ในเฟสบุค บอกว่ามีการซ่อม (ดูท่อนแขนสิครับมีรอยต่อพระกร) ในสมัยพระยาไชยวิชิต(เผือก) สมัย ร. 3  ของเดิมเป็นปางปฐมเทศนา
ให้ผมครอปรูปมาให้ดู เลยเอามาแปะให้ดูด้วยครับ
.
บันทึกการเข้า

อีเมล์ : somchaisuriya@gmail.com
สมชาย บนเฟซบุค  www.facebook.com/somchaisuriya
Somchai Gallery  , Somchai Multiply
somchaisuriya
PHOTOGRAPHER
Administrator
Hero Member
*****

แต้มคะแนน... 6952
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6981


โฟโต้รังสิต รุ่น 1


เว็บไซต์
« ตอบ #47 เมื่อ: 11 มีนาคม 2015, 05:34:30 AM »

พี่โต้งเพื่อนช่างภาพ ใช้โดรนถ่ายภาพ วัดกุฏีดาวมาครับ เลยเอามาแปะไว้ดูหน่อย
.

.
.
.
.
.

บันทึกการเข้า

อีเมล์ : somchaisuriya@gmail.com
สมชาย บนเฟซบุค  www.facebook.com/somchaisuriya
Somchai Gallery  , Somchai Multiply
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 21 คำสั่ง