....มีข่าวว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของพื้นที่เวนคืนพื้นที่สยามสแควร์เพื่อทำวอล์กกิ้งสตรีท
ซึ่งหนึ่งในจุดที่โดนเวนคืนก็คือ โรงหนังในเครือเอเพ็กซ์อย่าง โรงหนังลิโดและสกาล่า
ซึ่งจะหมดสัญญาเช่าในปี 2556 และปี 2559 ตามลำดับ ในอนาคต
เป็นไปได้ว่า ตึกนี้จะโดนทุบทิ้ง เพื่อพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามที่ว่าไว้
แต่ถึงแม้ว่า วันพรุ่งนี้ โรงหนังเหล่านี้จะถูกทุบทิ้งหรือไม่
แต่สิ่งที่ไม่สลายไป ทุบทิ้งไม่ได้ ก็คือความทรงจำของคนรักหนังต่อโรงหนังในเครือเอเพ็กซ์
ที่เคยหัวเราะและร้องไห้ไปกับมัน....ที่มา:
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331720454&grpid=01&catid=&subcatid=วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 18:00:36 น.

"ถนนสายนี้ หัวใจไม่เคยลืม"
นี่คือชื่อภาษาไทยของหนังญี่ปุ่นเรื่อง "Always: Sunset on Third Street"
ที่เข้าฉายที่เมืองไทยในช่วงปี 2549
เป็นภาพยนตร์ที่ฟอร์มไม่ใหญ่มาก ฉายจำกัดโรง
แต่ฟอร์มของหนังแรงมาก จนเกิดกระแสปากต่อปากเรียกคนดูเข้าไปชมหนังเรื่องนี้
"Always" พูดถึงชุมชนแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2501
ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวเองจากสงครามโลกครั้งที่ 2
ตัวละครแต่ละตัวในชุมชน ต่างอยู่ร่วมกันด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน
ท่ามกลางความยากลำบากของยุคสมัย
แต่ความรู้สึกของหนังกลับทำให้คนดูรู้สึกเต็มอิ่มในทุกอารมณ์ ทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะ...
เหตุที่เกริ่นถึงหนังเรื่องนี้
ก็เพราะว่าโรงหนังหนึ่งที่เป็นพื้นที่จัดฉายหนังเรื่อง "Always" นั่นคือ โรงหนังลิโด
ซึ่งในตอนนี้ มีข่าวว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเจ้าของพื้นที่เวนคืนพื้นที่สยามสแควร์เพื่อทำวอล์กกิ้งสตรีท
ซึ่งหนึ่งในจุดที่โดนเวนคืนก็คือ โรงหนังในเครือเอเพ็กซ์อย่าง โรงหนังลิโดและสกาล่า
ซึ่งจะหมดสัญญาเช่าในปี 2556 และปี 2559 ตามลำดับ ในอนาคต
เป็นไปได้ว่า ตึกนี้จะโดนทุบทิ้ง เพื่อพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามที่ว่าไว้
แต่ถึงแม้ว่า วันพรุ่งนี้ โรงหนังเหล่านี้จะถูกทุบทิ้งหรือไม่ แต่สิ่งที่ไม่สลายไป ทุบทิ้งไม่ได้
ก็คือความทรงจำของคนรักหนังต่อโรงหนังในเครือเอเพ็กซ์ ที่เคยหัวเราะและร้องไห้ไปกับมัน
คงไม่ต่างจากที่เรามองเห็นกรุงโตเกียวที่แสนจะก้าวล้ำในวันนี้
แต่ก็ยังไม่เคยลืมความประทับใจของโตเกียวเมื่อ 54 ปีที่แล้ว
ที่หลายคนอาจจะมีโอกาสชมผ่าน "Always"
ในโรงหนังลิโด้เมื่อหลายปีที่ผ่านมา

"มติชนออนไลน์" จึงแชร์ความคิดผ่านโซเชียลมีเดียในประเด็นที่ว่า "46 เรื่องที่ควรรู้
และความทรงจำที่มีต่อโรงหนังเครือเอเพ็กซ์ ก่อนที่ตึกจะโดนทุบ"
เพื่อย้อนระลึกถึงความทรงจำที่มีต่อโรงหนังในเครือนี้
โดยเลือกเอาเรื่องราวที่น่าสนใจที่สมาชิกในเฟซบุ๊คนำเสนอออกมา
เพื่อมาเล่าสู่กันฟังในวาระที่กิจการโรงหนังเครือนี้มีอายุย่างเข้าปีที่ 46
และ "ชุมชน" คนรักโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์
ได้ส่งข้อความถึงโรงภาพยนตร์ที่พวกเขารักมาเป็น
"46 เรื่องที่ควรรู้ และความทรงจำที่มีต่อโรงหนังเครือเอเพ็กซ์ ก่อนที่ตึกจะโดนทุบ"
1.ก่อนช่วงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในปี 2553 โรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์มีอยู่ 3 โรงด้วยกัน
ได้แก่ โรงภาพยนตร์สยาม, โรงภาพยนตร์ลิโด และโรงภาพยนตร์สกาลา
ซึ่งปัจจุบัน(พ.ศ.2555) เหลือโรงภาพยนตร์ในเครือเพียง 2 โรง นั่นคือ โรงภาพยนตร์สกาลา กับ ลิโด
เพราะโรงภาพยนตร์สยามถูกไฟไหม้ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
2.โรงภาพยนตร์สยาม มีจำนวน 800 ที่นั่ง เปิดฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2509 ด้วยเรื่อง
"รถถังประจัญบาน" (BATTLE OF THE BULGE) ของบริษัทภาพยนตร์ วอร์เนอร์ บราเดอร์สฯ
นำแสดงโดย เฮนรี่ ฟอนด้า, โรเบิร์ต ชอว์ และเป็น โรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยที่สุด มีบันได้เลื่อนขึ้นลง เป็นแห่งแรก

3. ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2511 เปิดโรงภาพยนตร์ลิโด ที่นั่ง 1,000 ที่
ด้วยภาพยนตร์เรื่อง "ศึกเซบาสเตียน" (GAMES FOR SAN SEBASTIAN) ของ บริษัท เมโทร โควิลด์ฯจำกัด
นำแสดงโดย แอนโธนี่ ควินส์ ฯลฯ ถึงวันนี้ โรงภาพยนตร์ลิโด แบ่งออกเป็น 3 โรงด้วยกัน คือ ลิโด 1, 2 และ 3
4.ตอนเริ่มก่อสร้างโรงภาพยนตร์ใหม่ๆ บริเวณสยามสแควร์ ยังไม่มีร้านค้าใดเลย
สมัยที่โรงภาพยนตร์โรงแรกเสร็จ ยังต้องส่งปิ่นโตให้กับพนักงานทาน เพราะแถวนี้ไม่มีร้านอาหารเลย จะต้องไปไกลถึงสามย่าน
ซึ่งสมัยนั้นกว่าจะถึงสามย่าน ก็ต้องใช้เวลานานมากมีรถเมล์น้อยสาย ไม่ทันที่จะกลับมาทำงาน ตามรอบได้ทันเวลา
5.น้องสุดท้องของโรงหนังเครือเอเพ็กซ์ คือ เปิดโรงภาพยนตร์สกาลา จำนวนที่นั่ง 1,000 ที่
โดยประเดิมในวันที่ 31 ธันวาคม 2512 เปิดฉายภาพยนตร์เรื่อง "สองสิงห์ตะลุยศึก"
นำแสดงโดยจอห์น เวนย์, ร็อค ฮัดสัน และ ไท ฮาดีน ฯลฯ
เป็นโรงภาพยนตร์ซีเนรามาที่สมบูรณ์ขั้น มาตรฐานโลก แห่งที่ 3 ณ บริเวณศูนย์การค้าแห่งนี้
6. สมัยนั้นค่าชมภาพยนตร์ราคาตั้งแต่ 10 บาท 15 บาท สูงสุด 30 บาท แต่มาถึงวันนี้ 100 บาทขาดตัว
7.โรงภาพยนตร์ "สยาม" เดิมทีเดียว ตั้งใจจะใช้ชื่อว่าโรงภาพยนตร์ "จุฬา"
แต่มีผู้ใหญ่คัดค้าน เข้าใจว่าจะเป็นม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่าเป็นชื่อของ พระมหากษัตริย์
และเป็นชื่อของมหาวิทยาลัย ไม่สมควรจะใช้ชื่อเดียวกัน จึงเปลี่ยนเป็น "สยาม"
8.โรงภาพยนตร์ทั้ง 3 โรงนี้ เป็นผู้นำในการจัดฉายภาพยนตร์เพื่อการกุศล โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
รายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
โดยทูลเชิญเสด็จล้นเกล้า ทั้งสองพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินรอบปฐมทัศน์อาทิ เช่น เรื่อง "OLIVER" และเรื่อง "HELLO DOLLY"
และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จรอบปฐมทัศน์
รายได้สมทบทุน "ประชาธิปก" ภาพยนตร์เรื่อง "LOST HORIZON" ฯลฯ
9.การโฆษณาให้คนรู้จักโรงภาพยนตร์ทั้ง 3 มากขึ้น ทางผู้บริหารโรงภาพยนตร์ได้จัดพิมพ์หนังสือซึ่งเรียกว่า "สูจิบัตร"
ข่าวภาพยนตร์ขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2513 เรียกตุลาบันเทิง
เพราะในสมัยนั้น จัดว่าเป็นโรงภาพยนตร์ที่โก้ที่สุดในเมืองไทย สูจิบัตรนี้แจกฟรีกับผู้ที่มาดูภาพยนตร์
จะมีข้อมูลทุกอย่าง ออกเป็นรายเดือนเล่มใหญ่ มีเนื้อหาสาระมากเกี่ยวกับภาพยนตร์
