การวัดแสง แบบ Zone System, episode I

10

คำว่า “ Photography” แปลตรงตัวว่า “การเขียนภาพด้วยแสง”
เพราะฉะนั้น แสง จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆเรื่องนึงของกระบวนการถ่ายภาพ

การวัดแสง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพื่อให้ได้ปริมาณแสงพอเหมาะพอควรกับสิ่งที่เราถ่าย วิธีการหลักๆ ในการวัดแสงเบื้องต้นนั้น มีอยู่สองแบบคือ

01

การวัดแสงแบบตกกระทบ

1. วัดแสงตกกระทบ ( Incident Light )

คือการวัดปริมาณแสง จากแหล่งกำเนิดแสงที่มาตกกระทบที่แบบ โดยการนำเครื่องวัดแสงมาวางหน้าแบบและหันโดมเครื่องวัดแสงไปที่กล้อง วิธีนี้จะได้ปริมาณความเข้มของแสงที่ถูกต้องที่สุด

แต่ข้อด้อยของวิธ๊นี้คือ เราต้องสามารถเดินไป-กลับจากกล้องไปแบบได้สะดวก คือแบบต้องอยู่ไม่ไกล เช่นในระยะไม่กี่เมตร วิธีนี้จึงเป็นที่นิยมใช้ในสตูดิโอถ่ายภาพเป็นหลัก การถ่ายภาพแบบ outdoor หรือ Landscape จึงไม่เหมาะ

02

การวัดแสงแบบสะท้อน

2. วัดแสงสะท้อน ( Reflected Light)

การวัดแสงแบบสะท้อน คือการวัดปริมาณแสงที่ตกกระทบตัวแบบแล้วสะท้อนออกมา โดยเราถือมิเตอร์วัดแสงไว้ข้างๆเลนส์ หันหน้าไปที่ตัวแบบที่ถ่าย วิธีนี้สะดวกและได้รับความนิยมมากๆ หลังๆจึงมีการผนวกมิเตอร์วัดแสงฝังเข้าไปในกล้องเลย โดยอยู่ในตำแหน่งเดียวกับระยะจากเลนส์ถึงเซ็นเซอร์รับภาพ ทำให้มีความแม่นยำมาก เพราะได้ค่าแสงที่ผ่านฟิลเตอร์และเลนส์ต่างๆมาแล้วเรียบร้อย

03

วัตถุดำ สะท้อนแสงน้อย, วัตถุขาว สะท้อนแสงมาก

แต่ที่เป็นปัญหาหลักๆของการวัดแสงสะท้อนคือ ของที่เราถ่ายแต่ละอย่างมีการสะท้อนแสงไม่เท่ากันเลย วัตถุสีขาวก็สะท้อนแสงมาก วัตถุสีเข้มก็สะท้อนน้อย ผิววัตถุที่่มันวาวก็สะท้อนมากกว่าผิวที่ด้าน แล้วจะเอาอะไรเป็นหลักในการวัดหละ?
ก็ได้มีการวัดและหาค่าเฉลี่ยออกมาครับ ได้ความว่า วัตถุส่วนใหญ่นั้นเมื่อแสงตกกระทบจะมีค่าเฉลี่ยโดยรวมคือสะท้อนแสงออกมาที่ 18 % จึงมีการผลิตกระดาษเทา 18% ออกมาใช้เป็นตัวอ้างอิงในการวัด เช่น Kodak Gray Card

และกำหนดให้มิเตอร์วัดแสงหรือมิเตอร์วัดแสงในกล้อง แสดงค่าพอดี คือขีดตรงกลางหรือเลข 0 จะเท่ากับค่าเทา 18 % ด้วย

04

มิเตอร์วัดแสงในกล้อง จะวัดแสงพอดีที่เทา 18%

จากภาพด้านบน เมื่อเราวัดแสงที่ Gray Card และปรับค่าในกล้องให้เครื่องวัดแสงในกล้องโชว์ที่ตำแหน่ง 0 ฮิสโตแกรมหลังกล้องและใน Photoshop จะอยู่ตรงกลางตามภาพ เพราะกล้องถูกเซ็ทมาให้วัดพอดีกับสีเทา 18% เราจะได้ปริมาณแสงที่ตรงกับความเป็นจริง และภาพที่ได้จะมีความสว่างพอดีเท่ากับ Zone 5 เสมอ

ทีนี้ถ้าเราเอากล้องไปวัดแสงวัตถุสีดำ วัตถุสีเทากลาง กับวัตถุสีขาว ดูบ้างหละ
ผลที่ได้ก็จะเป็นดังภาพด้านล่าง ภาพที่กล้องถ่ายมาจะเป็นเทากลางหมด เพราะมิเตอร์วัดแสงในกล้องถูกตั้งให้มาพอดี 0 ที่ค่าสีเทาเสมอ

05

วัตถุดำ-เทา-ขาว วัดแสงตามกล้อง จะถ่ายมาได้เทา 18% เสมอ

สมมุติรูปนี้ตั้งกล้องไว้โหมด M แล้วคงค่ารูรับแสงไว้ค่าเดียว เช่น f/11
วัดกับค่าเทากลางได้ค่า 0 ที่ s 1/125

วัดกับสีดำได้ค่า 0 ที่ s. 1/ 30

วัดกับค่าสีขาวได้ค่า 0 ที่ s. 1/500

เพราะเมื่อกล้องถูกตั้งให้พอดีกับสีเทา พอไปวัดสีดำ กล้องจะบอกเราว่า แสง under ไป 2 stop ให้เราปรับสปีดช้าลงเป็น 1/30 หรือกลับกัน พอไปวัดสีขาว กล้องจะบอกเราว่า Over ไป ให้เราสปีดเร็วขึ้นเป็น 1/500

รูปถ่ายที่ได้ทั้งสามรูป เลยออกมาเทาเท่ากันหมดครับ

การวัดแสงแบบ Zone System

06

การวัดแสงเฉพาะจุดด้วย Spot meter แล้วนำค่านั้นมาวางโซนต่างๆ

ในระบบ Zone System จะมีการแบ่งค่าความสว่าง จากมืดสุดไปถึงสว่างสุดเป็นกลุ่มๆ หรือเรียกว่า Zone เริ่มจากมืดสุด Zone 0 ไล่ไปจนถึงสว่างสุด Zone 10

07

Zone System เราจะใช้วิธีวัดแสงเฉพาะจุด(Spot) แบบสะท้อน(Reflect) ในการวัดเพื่อมาวางโซนต่างๆในภาพ เนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่าเครื่องวัดแสงจะโชว์ค่าพอดีที่เทากลางเสมอ ตรงนี้เราจะกำหนดไว้เป็น Zone 5 เช่น สมมติวัดได้ f/11, s.1/125

08

การปรับกล้องให้ได้ค่า Zone ต่างๆ

ถ้าต้องการให้แบบสว่างขึ้นไป อยู่โซน 8 เราก็ปรับค่าการถ่ายให้ over ขึ้นไป 3 โซน โดยเราต้องรู้มาก่อนโดยการเทสต์แล้วว่า ต้อง overไปเท่าไหร เช่น สมมติว่าจากโซน 5 ไปโซน 8 overไป +2 stop เราก็ปรับสปีดจาก 1/125 เป็น 1/30 ตรงจุดนั้นก็จะเป็นโซน 8
ในทางกลับกัน ถ้าเราต้องการให้ตรงจุดที่เราวัดนั้นเป็น Zone 3 คือในส่วนดำที่ยังมีรายละเอียด เราก็ปรับสปีด under ไป -2 stop จาก 1/125 เป็น 1/500 ภาพที่ได้ก็จะเป็น โซน 3 ครับ

ปกติการถ่ายภาพแบบโซนซิสเต็ม จะมีการวัดแสงเฉพาะจุดในหลายๆจุด อย่างน้อยที่สุดคือ 2 จุด คือ ส่วนสว่างที่ยังมีดีเทล Zone 8 กับส่วนมืดที่มีดีเทล Zone 3 แล้วมาหาค่าการ Expose ว่าจะต้องถ่ายอย่างไรถึงจะเก็บดีเทลในภาพให้ได้ครบ และมีการไล่น้ำหนักโทนภาพได้สวยงาม

09

รูปตัวอย่างการถ่ายภาพแบบ Zone System

สรุป

การวัดแสงแบบ Zone คือการวัดแสงสะท้อนแบบเฉพาะจุด ถ้าถ่ายตามที่กล้องวัดได้พอดี ก็จะเป็นเทากลาง Zone 5 เสมอ ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมืดหรือสว่าง (ต้องมีการเทสต์ก่อนว่าเครื่องวัดแสงเราตรงไหมด้วย)

และถ้าต้องการให้วัตถุนั้นไปอยู่โซนไหน เช่นสูงขึ้น ก็ปรับค่าการฉายแสงให้นานขึ้น หรือมืดลงกว่าโซน 5 ก็ปรับค่าการฉายแสงให้สั้นลงครับ

ส่วนจะปรับไปเท่าไหร่ เท่ากับโซนไหน ต้องเอากล้อง+เลนส์ของตัวเองที่ใช้มาถ่ายเทสต์หาค่าจริงๆที่เฉพาะของกล้องแต่ละตัวดูครับ

ปล. ถ้าไม่เข้าใจ หรือสงสัยตรงไหน ทิ้งคำถามไว้ในคอมเม้นท์ได้นะครับ เผื่อจะมีภาคต่อ



เขียนที่บ้าน

21/07/2016

สมชายการช่าง

หมายเหตุ : บทความนี้ เขียนเพื่อให้ความรู้เป็นวิทยาทาน สามารถแชร์ได้ตามสะดวก

แต่ไม่อนุญาติให้ก๊อปปี้แล้วไปแปะตามเว็บอื่นๆ หรือเอาไปแก้ไขดัดแปลงแล้วใส่ชื่อตัวเองแทน